Thai Focus Members : สมาชิกฟอร์ดไทย > ห้องนั่งเล่น พูดคุยทั่วไป

อยากรู้จักช่วงล่างแบบต่างๆครับ ใครมีเว็ปดีๆบ้าง

(1/3) > >>

gdhsatanic:
อยากรู้เกี่ยวกับช่วงล่างแบบต่างๆครับ ว่าเป็นอย่างไร ใครมีเวปดีๆบ้างครับ เช่น ทอร์ชัน บาร์ แมคเฟอร์สัน สตรัท ดับเบิ้ล วิช โบน อะไรพวกนี้อะครับ

sutthipr:
ช่างล่างหน้า

1. MacPherson Strut หรือ McPherson strut

เป็นช่างล่างหน้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดในยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย หรือเดี๋ยวนี้อาจพูดได้ว่า นิยมมากที่สุดในโลกไปแล้วครับผม
เพราะเป็นช่วงล่างที่ไม่มีความซับซ้อนและให้ประสิทธิภาพการใช้งานดี   องค์ประกอบของระบบประกอบด้วย สปริงสตรัท และ โช้คแอบซอบเบอร์ (shock absorber) หมุนรอบข้อต่อทรงกลม (ball joint) ที่ติดอยู่บน single arm ด้านล่าง

ผลิตโดตสตรัท ที่มาทำงานกับ Ford ในปี 1950 modeo เป็นคันแรก

2.Double wishbone suspension systems.
         -Coil Spring type 1
         -Coil Spring type

3.Multi-link suspension

4.Trailing-arm suspension

5. Twin I-Beam suspension

6.Moulton rubber suspension

7.Transverse leaf-spring



ช่างล่างหลังแบบขึ้นต่อกัน Rear suspension - dependent (linked)

1.Solid-axle, leaf-spring

2.Solid-axle, coil-spring

3.Beam Axle

4.4-Bar

5.Derivatives of the 4-Bar system

6.de Dion suspension, or the de Dion tube



ช่างล่างหลังแบบอิสระ Rear suspension - independent systems

Multilink




 

Ford Control Blade? Suspension


Hydrolastic Suspension


Hydragas Suspension


รายละเอียดมาทีหลังครับ

U9WS:
รถเซกเมนท์เราส่วนมากด้านหน้าจะเป็น McPherson strut กันหมด
จะแตกต่างกันที่ข้างหลัง

โฟกัส มาสด้า3 แลนเซอร์ อีเอ็กซ์เป็น Multilink
ออฟตร้า เป็น McPherson strut
ซีวิคเป็น Double wishbone (ปีกนก 2ชั้น)
อัสติส ทิด้า เป็น คานแข็ง

ทิด้าเจ้าหลังนี้ถึงจะเป็น คานแข็งแต่เซ็ตมาดีจริงๆ


ต้องคอยดูว่า คานแข็ง จากรถเล็กอย่างมาสดา2 และ เฟียตต้าจะดีขนาดไหน
(ถ้าเซกเม้นนี้ หลังเป็นคานแข็งทุกยี่ห้อ)

sutthipr:
Double wishbone
 
      ที่เห็นบ่อยๆ ก็คือปีกนกคู่บนล่างแบบตัว A หรือ A arm ลองดูพวก F1 นั้นแหละชัดเลย
ยุคก่อนๆ ระบบปีกนกคู่ก็จะวางปีกนกบนล่างแบบคู่ขนาน (parallel)  และยาวเท่ากัน (Equal length)   จุดดีของมันก็คือมุมล้อไม่เปลี่ยน ไม่ว่าปีกนกจะเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง แต่พอปีกนกขยับเข้าสู่ตำแหน่งศูนย์กลาง (neutral position ) ช่วงล้อก็จะยืดออกมา ขึ้นลงช่วงล้อก็จะหุบเข้า มันก็จะหุบๆ ยืดๆ  ตอนนี้เลยไม่ใช้กันแล้ว
                                              
     ตอนหลงก็พัฒนาขึ้น ใช้ปีกนกล่างแบบไม่เท่ากัน (Unequal length) หรืออสมมาตร (Unequal length) และไม่ขนาน (non-parallel)  ก็จะปรับเปลี่ยนให้มุมล้อปรับได้หลากหลายขึ้น ก็เป็นแบบแผนแบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จุดเด่นของมันก็คือ "การทรงตัวดี" มีจุดยึดที่แน่นหนา และมั่นคงอีกอย่างก็คือ "จุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ต่ำ"  ปีกนกคู่แบบ A-arm จะมีความสูงน้อย ออกแบบให้ต่ำลงได้มาก ตัวโช้คอัพก็ร้อยอยู่ในตัวปีกนกเลย ไม่ยื่นขึ้นมาด้านบน เพราะมีข้อดีที่มันเตี้ยนี้เอง จึงออกแบบรถให้เตี้ยได้มากๆได้  จึงนิยมใช้กับพวกรถ sport ราคาแพงทั้งหลายจนถึง F1
     แต่จุดเสียก็คือราคาแพง เพราะมันมีจุดยึดเยอะหน่อย และกินพื้นที่มาก จึงไม่เหมาะกับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เพราะจะไปกินเนื้อที่ห้องโดยสาร  ดังนั้นช่วงล่างแบบนี้จึงเหมาะกับรถ sport ที่ไม่เน้นพื่นที่โดยสารมากนัก   อีกอย่างพวกนี้ปีกนกใหญ่และมีหลายอัน จึงมีน้ำหนักมากและการสั่นสะเทือนสูง   แต่เขาก็ออกแบบให้วัสดุดีขึ้น เบา แข็งแรงขึ้น ส่วนใหญ่ที่เจอก็คืออลูมิเนียม จุดยึดก็ออกแบบให้แข็งแรง บู๊ชยางต่างๆ  ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามส่วน จึงมีผลเสียเรื่องราคาที่สูงขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
     ช่วงล่างแบบปีนกคู่นี้ตอนหลังก็มา "แตกหน่อ" ออกไปอีกเยอะอย่างค่าย Honda ก็นำมาปรับใช้กับรถขนาดเล็กและขนาดกลางจนได้   ก็มีการย่อขนาดปีกนกให้เล็กลง เปลี่ยนจุดยึดให้กินที่น้อยลงแต่ยังมีการทำงานคล้ายของต้นฉบับ   ข้อเสียก็คือปีกนกมันจะสั้นลง  ก็จะมีการกระโด๊กกระเดกบ้าง ไม่ค่อยนุ่มนวล แต่ทรงตัวใช้ได้ สงสัยก็ลองไปมุดดูพวก CIVIC, ACCORD, PRELUDE ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา   หรือแม้แต่ SKYLINE GT-R ตั้งแต่ R32 ขึ้นไปจนถึง R34 หรือ 200SX, CEFIROA31 พวกนี้ก็มีรูปแบบช่วงล่างหลังแบบ มีแขนยึดบนล่าง แต่เค้าเรียกว่า multilink แต่จริงๆ ก็อาศัยพื่นฐานมาจาก double wishbone มาผสมผสานดัดแปลง (ยึดติดที่ชื่ออย่างเดียวไม่ได้)  เพราะมีนมีแขนแบบยึดบนล่างในแนวเดียวกันเป็นหลักอยู่ แล้วก็ต่อแขนยึดเพิ่มขึ้นมา ที่ด้านหน้าและด้านหลังแนวล้อ เพื่อรักษามุม Caster และ Toe อันนี้เป็นลูกเล่นของแต่ละค่ายแล้วละ..
     แต่ก็ใช่ว่ารถที่ใช้ปีกนกคู่ แล้วการทรงตัวจะดีทุกคัน เพราะอย่าง "รถกระบะ" บ้านเรา (ขนาด 1 ตัน) ก็ใช้ปีกนกคู่เหมือนกัน แต่เค้าไปเน้นเรื่องความแข็งแรง เพราะทำมาให้บรรทุก การทรงตัวจึงไม่เน้นกันมากนัก หรือรถ "อเมริกัน"  สมัยก่อนก็นิยมใช้ปีกนกคู่ เพราะมันแข็งแรกดี แต่ก็มีน้ำหนักมาก  ทำให้ตัวมันเองเคลื่อนที่ได้ช้า และหยุดเต้นได้ช้าเช่นกัน (ของที่มีน้ำหนักมากทำให้เคลื่อนที่ยากและหยุดได้ยาก)   ทำให้ handling ไม่ดีนัก มันก็แล้วแต่จะ set ออกมาแบบไหน  มันมีหลายแบบมากๆๆๆๆๆๆๆ จึงไม่สามารถฟันธงได้ตามตำรา  อยู่ที่วัตถุประสงค์ที่เค้ออกแบบมาเป็นหลัก ว่าจะนำมาใช้กับรถอะไร เพื่ออะไร ...

                                                  





  
Mcpherson strut


      ออกแบบโดย Earl S. McPherson อยู่บริท Ford England (1940) และมาเปิดตัวใช้กันอย่างเป็นทางการนในปี 1950 กับรถ Ford ประเทศอังกฤษ ( ford มีหลายที่  ต้นต่อที่อเมริกา แล้วก็มายุโรปอังกฤษ ตอนหลังแตกหน่อมาฝังเอเชียบานเบอะไปหมด) ช่างล่างแบบนี้พบได้มากที่สุดในระบบช่วงล่างหน้า ของรถทั่วไป
      ลักษณะของมันจะมีแกนสตรัท มีสปริงล้อมรอบ มีโช้คอัพสอดอยู่ด้านในอีกที มีปีกนกยึดด้านล่าง ตอนเลี้ยวไปมาก็จะหมุนตามทั้ง strut โดยมีเบ้าโช้คอัพและเต้ารับตรงปีกนกเป็นจุดหมุน จุดดีของมันก็คือราคาไม่แพง  และไม่กินเนื้อที่มาก ก็เป้นที่เหมาะสมกับรถใช้งานทั่วไป โดยเพาะรถขับเคลื่อนล้อหน้า ที่วางเครื่องขวางที่จะกินเนื้อที่กางออกไป ซึ้งจำเป็นต้องใช้ช่วงล่างที่กินเนื้อที่น้อยๆ ไว้ก่อน ในเรื่องการทรงตัวก็อยู่ในเกณฑ์ทั่วไป คือปานกลาง จะดีก้ทำได้   แล้วแต่จะ set ออกมา  แต่ข้อเสียก็คือตัว strut มีความสูงมากหน้ารถก็ต้องทำสูงขึ้นไปด้วย ไม่เหมาะกับรถที่ต้องการทำรถหน้าเตี้ยๆ  อย่างพวกรถ sport รถแข็งบางประเภท        ช่วงล่างแบบ Mcpherson strut นี้จะถูกใช้เป็นส่วนมากใน ช่วงล่างหน้า ของรถแทบทุกยี่ห้อ มากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับช่าวงล่างแบบอื่น

                                                    

ติดตาม Trailing arm , semi-trailing arm, multilink, Torsion beam และ สุดท้าย trailing arm+mulilink+control blade หลังของ Focus ตอนต่อไปครับ

gdhsatanic:
ไม่รุ้จะพูดยังไง ขอบคุณจากใจจริงๆครับ อุตส่าห์หาข้อมูลมาให้ อ่านง่ายมากๆ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

Go to full version